Monday, October 19, 2009

Disarmament Proposal : Disengagement

ข้อเสนอลดกำลังรบ : การถอนกองกำลังที่เผชิญหน้ากัน

การถอนกองกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันอยู่ให้ออกมาจากที่ตั้งที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่นั้น ในช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1950 ถึงช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 ได้มีการเสนอแผนถอนกำลังที่เผชิญหน้ากันอยู่เพื่อทำให้พื้นที่ต่าง ๆ ในทวีปยุโรป หรือในรัฐต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเป็นเขตปลอดทหาร และเป็นเขตเป็นกลาง นับเป็นจำนวนเกือบร้อยข้อเสนอ โดยผู้ที่เสนอข้อเสนอเหล่านี้ มีทั้งจากผู้นำทางการเมืองของค่ายตะวันออกและค่ายตะวันตก พวกนักปราชญ์ ผู้ทรงภูมิความรู้ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการลดกำลังรบ ข้อเสนอให้มีการถอนกองกำลัง จากจุดที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่นั้น ได้เรียกร้องให้มีการสร้างเขตเป็นกลางขึ้น ที่เยอรมนีทั้งทางฟากตะวันออกและฟากตะวันตกที่บางส่วนหรือทุกส่วนของเชโกสโลวะเกีย ที่บางส่วนหรือทุกส่วนของโปแลนด์ และที่บางส่วนหรือทุกส่วนของโปแลนด์ นอกจากนี้แล้วก็ได้เรียกร้องให้มีการยอมรับข้อตกลงทางพรมแดนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และให้มีการลงนามในกติกาสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างประเทศในกลุ่มสนธิสัญญานาโต กับกลุ่มกติกาสัญญาวอร์ซอ

ความสำคัญ ฝ่ายผู้สนับสนุนให้มีการถอนกำลังที่เผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายตะวันออกกับฝ่ายตะวันตก อ้างว่า การจัดตั้งเขตเป็นกลางขึ้นมานั้น (1) จะช่วยลดอันตรายของสงครามใหญ่ที่จะขยายตัวจากเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุทางพรมแดน (2) จะช่วยขจัดความตึงเครียดในสงครามเย็น และ (3) จะช่วยเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการลดกำลังรบชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ส่วนฝ่ายที่คัดค้านทางตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือพวกผู้นำทางการเมืองและทางการทหารของสหรัฐฯและเยอรมัน ก็พร้อมกันโต้แย้งว่า การถอนกำลังที่เผชิญหน้ากันอยู่นี้ จะเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายสหภาพโซเวียต เพราะจะไปสร้างความอ่อนแอแก่ระบบป้องกันของสนธิสัญญานาโตในยุโรปตะวันตกโดย (1) จะไปทำลายยุทธศาสตร์การป้องกันของสนธิสัญญานาโต และ (2) จะไปเคลื่อนย้ายหน่วยรบเยอรมันที่ทรงอานุภาพออกไปจากกองกำลังป้องกันของฝ่ายสนธิสัญญานาโต ส่วนสหภาพโซเวียตก็ได้คัดค้านโครงการของฝ่ายตะวันตกเกือบจะทั้งหมด ทั้งนี้ก็เพราะกลัวว่า การสร้างเขตเป็นกลางขึ้นในรัฐต่าง ๆ ในยุโรปตะวันออกนั้น จะส่งผลให้สหภาพโซเวียตไม่สามารถควบคุมและมีอิทธิพลต่อชาติเหล่านั้น และก็อาจทำให้การยึดครองของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคส่วนนี้เกิดความอ่อนแอตามไปด้วย ส่วนข้อเสนอให้มีการถอนกำลังเผชิญหน้าออกจากกันที่น่าสนใจที่สุดนั้น ก็คือ ข้อเสนอของนายอดัม ราพาคี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์ ที่เสนอต่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ. 1957 ในแผนราพาคีได้เรียกร้องให้ “สร้างเขตปลอดปรมาณูและปลอดทหาร ประกอบด้วยเยอรมนีทั้งฟากตะวันออกและฟากตะวันตก โปแลนด์ และเชโกสโลวะเกีย” ถึงแม้ว่าแผนราพาคีนี้จะได้มีการปรับปรุงให้ทันสมัยตามห้วงเวลาต่าง ๆ มาตลอด แต่ก็ยังถูกฝ่ายผู้นำของสหรัฐฯคัดค้านมาตลอดอีกเช่นกัน เพราะแผนนี้ไม่มีเรื่องการจำกัดกองกำลังตามแบบอยู่เลย

Disarmament Proposal : General and Complete Disarmament

ข้อเสนอลดกำลังรบ : การลดกำลังรบทั่วไปและสมบูรณ์

ข้อเสนอให้กำจัดกำลังรบและอาวุธยุทธภัณฑ์ทั้งปวง ภายใต้ระบบควบคุมในระดับนานาชาติ ข้อเสนอที่ให้มีการลดกำลังรบแบบใหญ่และสมบูรณ์ในระหว่างยุคของสหประชาชาตินี้ ได้มีการพิจารณาเป็นทางการครั้งแรก เมื่อตอนที่นายกรัฐมนตรี นิกิตา ครุชชอฟ แห่งสหภาพโซเวียต ได้นำปัญหานี้บรรจุในระเบียบวาระการประชุมของสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 14 เมื่อปี ค.ศ. 1959 ทั้งข้อเสนอของฝ่ายสหภาพโซเวียต และแผนที่ร่างร่วมกันของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ได้ประกอบกันเป็นสาระของข้อเสนอของฝ่ายตะวันตกและฝ่ายตะวันออกว่าด้วยการลดกำลังรบแบบใหญ่และสมบูรณ์นี้ ทั้งสองแผนได้กำหนดไว้ดังนี้ (1) ให้มีการลดกำลังรบแบบสมบูรณ์ในสามขั้นตอนด้วยกัน (2) ให้มอบหมายหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมแก่องค์การลดกำลังรบระหว่างประเทศ (ไอดีโอ) และ (3) ให้มีการบังคับใช้โดยดำเนินการผ่านทางคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ

ความสำคัญ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 เป็นต้นมา เรื่องราวของข้อเสนอให้มีการลดกำลังรบทั่วไปและสมบูรณ์ กับข้อเสนอให้มีการลดกำลังรบเฉพาะเจาะจงเป็นอย่าง ๆ ซึ่งได้มีการเสนอจากทั้งค่ายตะวันตกและค่ายตะวันออกนี้ มักจะเป็นประเด็นสำคัญในระเบียบวาระประชุมของสมัชชาใหญ่ ในระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมการชุดแรกของสมัชชาใหญ่ ในระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการลดกำลังรบของสหประชาชาติ และในระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมการเจรจาต่าง ๆ ซึ่งถึงแม้ว่าจะสามารถบรรลุถึงความเห็นพ้องต้องกัน หรือฉันทามติในบางเรื่อง แต่โอกาสที่จะมีการลงนามในสนธิสัญญาลดกำลังรบทั่วไปและสมบูรณ์ในทุกวันนี้มีน้อยกว่าเมื่อตอนช่วงปี ค.ศ. 1959 ที่ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ที่สำคัญ ก็คือ ปัญหาในเรื่องห้วงเวลา เรื่องกองกำลังในระดับต่าง ๆ เรื่องระบบการตรวจสอบ เรื่ององค์กรที่จะมาทำหน้าที่ควบคุม และเรื่องระบบที่จะนำมาใช้บังคับ ข้อตกลงขั้นสุดท้ายที่ถึงขั้นจะให้ขจัดกองทัพทุกกองทัพและระบบอาวุธในทุกระบบนั้น อาจจะต้องคอยกันต่อไป จนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้ต่อไปนี้ คือ มีการขจัดประเด็นปัญหาทางการเมืองสำคัญ ๆ ระหว่างตะวันออกกับตะวันตกได้หมดแล้ว มีการยุติการแข่งขันทางด้านอุดมการณ์ การเมืองและเศรษฐกิจในระดับโลกเพื่อความเป็นยอดที่ดำเนินการอยู่ระหว่างสองค่ายใหญ่นี้ มีการเจรจากันจนสามารถยุติสงครามเย็นลงได้ และให้จีนกับฝรั่งเศสได้เข้ามามีส่วนร่วมในระบบการลดกำลังรบนี้อย่างเต็มที่ การลดกำลังรบทั่วไปและสมบูรณ์นี้ มีความแตกต่างจากความพยายามในการควบคุมอาวุธ ในขณะที่สนธิสัญญาการควบคุมอาวุธหลายฉบับได้มีผลบังคับแล้ว แต่ฉันทามติหรือความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องการลดกำลังรบทั่วไปและสมบูรณ์นี้ ยังไม่ปรากฏวี่แววออกมาให้เห็นเลย

Disarmament Proposal : International Disarmament Organization (IDO)

ข้อเสนอลดกำลังรบ : องค์การลดกำลังรบระหว่างประเทศ (ไอดีโอ)

องค์การที่จะทำหน้าที่คอยตรวจสอบและควบคุม ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 เป็นต้นมา ในแผนลดกำลังรบที่ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเสนอมาให้เป็นองค์กรทำการควบคุมกระบวนการสามขั้นตอน เพื่อให้บรรลุถึงการลดกำลังรบทั่วไปและสมบูรณ์ องค์การไอดีโอที่ฝ่ายสหภาพโซเวียตเสนอนั้น จะประกอบด้วยการประชุมและคณะมนตรีควบคุม ส่วนองค์การไอดีโอตามแบบที่สหรัฐฯ เสนอนั้น กำหนดให้มีการประชุมใหญ่ คณะมนตรีควบคุม และผู้บริหารที่จะทำหน้าที่บริหารองค์การไอดีโอภายใต้การชี้นำของคณะมนตรีควบคุม ในทั้งสองแผนข้างต้นนั้น การประชุมจะทำหน้าที่เป็นองค์กรสร้างนโยบายทั่วไป ส่วนคณะมนตรีควบคุมจะมีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบ สอดส่อง และบังคับใช้ให้เป็นไปตามข้อตกลง องค์การไอดีโอนี้จะได้รับการจัดตั้งขึ้นมา เมื่อสนธิสัญญาการลดกำลังรบทั่วไปและสมบูรณ์นี้มีผลบังคับใช้แล้ว และจะทำหน้าที่อยู่ในกรอบของสหประชาชาติ

ความสำคัญ องค์การลดกำลังรบระหว่างประเทศ ภายใต้ข้อเสนอของทั้งสหรัฐอเมริกาและของสหภาพโซเวียต จะมีอำนาจในการตรวจสอบและควบคุมกว้างใหญ่ไพศาล จะทำหน้าที่ควบคุมการทำลาย หรือการเคลื่อนย้ายอาวุธต่าง ๆ ในเขตที่กว้างขวางมากในช่วงสามขั้นตอนของการลดกำลังรบ และจะคอยตรวจสอบอาวุธต่าง ๆ ที่ยังคงอยู่นั้นไปจนกว่าการลดกำลังรบทั่วไปและสมบูรณ์จะสำเร็จเสร็จสิ้น ถึงแม้ว่าในข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายให้ทุกชาติที่ลงนามในสนธิสัญญาการลดกำลังรบนี้ได้มีตัวแทนประจำอยู่ในคณะมนตรีควบคุมขององค์การไอดีโอนี้ แต่ข้อเสนอของฝ่ายสหภาพโซเวียตได้ย้ำมากยิ่งขึ้นว่า องค์ประกอบของคณะมนตรีควบคุมนี้ “จะต้องมีตัวแทนจากกลุ่มรัฐสำคัญ 3 กลุ่มที่มีอยู่ในโลก” คือ กลุ่มสังคมนิยม กลุ่มทุนนิยม และกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในแผนของสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่เหมือนกับแผนของสหภาพโซเวียตได้กำหนดไว้ว่า การลดกำลังรบในขั้นตอนที่สองจะดำเนินการต่อไปได้ก็ต่อเมื่อ “รัฐที่มีความสำคัญทางทหารทุกรัฐ” (หมายถึงทุกรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์) ให้ความเคารพในสนธิสัญญาฉบับนี้ และได้เข้าร่วมในองค์การไอดีโอนี้ด้วย ข้อเสนอให้มีการจัดตั้งองค์การไอดีโอเป็นองค์การควบคุมกลางทำหน้าที่บริหารสนธิสัญญาลดกำลังรบนี้ ยังคงเป็นท่าทีหรือจุดยืนขั้นพื้นฐานของทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพ โซเวียต แต่ทว่าความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในด้านการลดกำลังรบทั่วไปและสมบูรณ์นี้ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 เป็นต้นมามีน้อยมาก

Disarmament Proposal : “Open Sky”

ข้อเสนอลดกำลังรบ : “เปิดท้องฟ้า หรือ ท้องฟ้าเปิด”

แผนที่ประธานาธิบดี ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาว แห่งสหรัฐอเมริกา เสนอต่อประธานาธิบดี นิกิตา ครุชชอฟ แห่งสหภาพโซเวียต ในที่ประชุมสุดยอดครั้งแรกที่กรุงเจนีวาเมื่อปี ค.ศ. 1955 เพื่อลดความกลัวหรือภัยจากการโจมตีด้วยนิวเคลียร์โดยไม่ทันรู้ตัวระหว่างกันและช่วยผ่าทางตันในการเจรจาลดกำลังรบ ข้อเสนอ “เปิดท้องฟ้า หรือท้องฟ้าเปิด” นี้ได้พัฒนามาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนที่ได้ไปพบปะกันที่ฐานทัพนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกา ที่เมืองควนติโค มลรัฐเวอร์จิเนีย เป็นข้อเสนอที่กำหนดให้สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้แลกเปลี่ยนผังพิมพ์เขียวแสดงที่ตั้งทหารของกันและกัน และให้ทำการตรวจสอบทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ในดินแดนของกันและกันได้ด้วย

ความสำคัญ ข้อเสนอ “เปิดท้องฟ้า หรือท้องฟ้าเปิด” นี้เป็นความพยายามสำคัญที่จะผ่าทางตันในการเจรจาลดกำลังรบนิวเคลียร์ เป็นการเสนอแผนขั้นต้นที่จะเอาชนะข้อโต้แย้งของสหภาพโซเวียตต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐอเมริกาที่ให้มีการตรวจสอบที่ตั้งทางการทหาร แต่ในที่สุดแล้ว สหภาพโซเวียตได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้โดยอ้างว่า จุดมุ่งหมายหลักของข้อเสนอนี้ ก็เพื่อจะให้สหรัฐอเมริกาสามารถทำการจารกรรมได้ อย่างไรก็ดี ข้อเสนอที่ฝ่ายสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่มและฝ่ายสหภาพโซเวียตได้ปฏิเสธไปนี้ ได้ทำให้สหรัฐอเมริกามีชัยชนะทางด้านการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งสหรัฐอเมริกาก็ได้ฉกฉวยผลอันนี้เอาไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง

Disarmament Strategy : Direct Approach

ยุทธศาสตร์การลดกำลังรบ : แนวทางโดยตรง

ยุทธศาสตร์แสวงหาข้อตกลงการลดกำลังรบ ที่ให้ความสำคัญต่อการเจรจาเพื่อให้มีการลดกำลังรบ มากกว่าที่จะไปพูดในเรื่องปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แนวทางโดยตรงนี้ ผู้ให้การสนับสนุนได้พรรณนาไว้ด้วยหลักการว่า “จะใช้วิธีลดกำลังรบก็ต้องให้ลดกำลังรบ” แนวทางโดยตรงนี้จะแตกต่างจากแนวทางโดยอ้อม ซึ่งวิธีหลังนี้ถือว่า การลดกำลังรบนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นความไม่ลงรอยกันทางการเมืองที่สำคัญ ๆ ซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไขให้ได้เสียก่อน ก่อนที่การลดกำลังรบจะสามารถเป็นเป้าหมายที่เป็นจริงขึ้นมาได้

ความสำคัญ ผู้ที่ให้การสนับสนุนแนวทางโดยตรงในการลดกำลังรบนี้ มีสมมติฐานว่าการแข่งขันสั่งสมอาวุธในตัวของมันเองเป็นที่มาสำคัญของความไม่มั่นคงระหว่างผู้เข้าร่วมในการเจรจา เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยวิธีจะให้การแข่งขันการสะสมอาวุธมีการควบคุมนั้น ก็จะต้องใช้วิธีหยุดกระแสการแข่งขันอาวุธนั้นเสียเลย และในขณะเดียวกันนั้น ก็จะต้องลดความตึงเครียดระหว่างกันด้วยการให้มีการลดกำลังรบเฉพาะอาวุธชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นการเฉพาะ เมื่อการเคลื่อนไหวสร้างความมั่นใจเหล่านี้ได้รับการตอบสนองด้วยดีพอควรแล้ว การแก้ปัญหาความไม่ลงรอยทางด้านการเมืองก็จะทำได้ง่ายขึ้น เมื่อทำอย่างนี้ได้แล้ว ก็จะสามารถทำข้อตกลงลดกำลังรบทั่วไปและสมบูรณ์ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ สหรัฐอเมริกาเป็นชาติหนึ่งที่เคยได้ให้การสนับสนุนแนวทางโดยตรงในการลดกำลังรบในระหว่างที่เกิดสงคราม แต่สหภาพโซเวียตและอินเดียได้พูดให้การสนับสนุนในแนวทางนี้ในสหประชาชาติมากที่สุด

Disarmament Strategy : Indirect Approach

ยุทธศาสตร์การลดกำลังรบ : แนวทางโดยอ้อม

ยุทธศาสตร์การแสวงหาข้อตกลงการลดกำลังรบ ที่ให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาทางการเมือง และเรื่องเกี่ยวข้องที่สำคัญ ๆ โดยถือว่ามีความจำเป็นต้องทำก่อนที่จะได้มีการพัฒนาความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องการลดกำลังรบ ผู้ที่ให้การสนับสนุนแนวทางโดยอ้อมนี้ถือว่า การลดกำลังรบเป็นจุดมุ่งหมายอันดับรองหาได้เป็นจุดมุ่งหมายรีบด่วนแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้เพราะพวกนี้มีความเห็นว่า การสั่งสมอาวุธยุทธภัณฑ์นี้เป็นผลผลิตของความไม่มั่นคงปลอดภัยของระบบรัฐที่เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งของผลประโยชน์แห่งชาติ แนวทางโดยอ้อมนี้มีความแตกต่างจากแนวทางโดยตรง ซึ่งมีข้อสมมติฐานว่า การแข่งขันสั่งสมอาวุธนั่นเองที่มีส่วนไปก่อให้เกิดการตึงเครียดในโลกขึ้นมา และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วความตึงเครียดนี้ก็จะต้องถูกจำกัดออกไปให้ได้เสียก่อน

ความสำคัญ ฝ่ายที่ให้การสนับสนุนแนวทางโดยอ้อมในการลดกำลังรบนี้ มีสมมติฐานว่า การเจรจาจำกัดอาวุธจะไม่เกิดผลอะไรขึ้นมา จนกว่าจะได้มีการปรับปรุงความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานระหว่างชาติต่าง ๆ ที่กำลังแข่งกันสะสมอาวุธกันอยู่นี้ให้ได้ โดยวิธีการสร้างบรรยากาศความไว้เนื้อเชื่อใจกันและความเข้าใจระหว่างกันขึ้นมา ตรงนี้ก็อาจหมายถึงว่า ในโลกปัจจุบันนี้ การแก้ปัญหาเรื่องสงครามเย็นที่เป็นตัวการสร้างความแตกแยกมากที่สุดนี้ และการจัดตั้งระบบสันติภาพของสหประชาชาติที่มีประสิทธิผล ควรจะเป็นความเร่งด่วนทางการทูตยิ่งเสียกว่าการเจรจาในเรื่องลดกำลังรบ ถึงแม้ว่าทั้งฝ่ายตะวันออกและฝ่ายตะวันตกจะเห็นตรงกันว่าไม่ควรจะมีเงื่อนไขทางการเมืองก่อนที่จะบรรลุถึงข้อตกลงในเรื่องการลดกำลังรบนี้ก็จริง แต่จากการที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันในประเด็นสำคัญ ๆ เกี่ยวกับการลดกำลังรบนี้ได้ ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีความไม่ไว้วางใจกัน ที่มีผลมาจากเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นตัวการแบ่งแยกทั้งสองค่ายออกจากกันนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

Disarmament Strategy : Unilateral Disarmament

ยุทธศาสตร์ลดกำลังรบ : การลดกำลังรบฝ่ายเดียว

ยุทธศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ผู้สนับสนุนการลดกำลังรบบางคนส่งเสริมให้นำมาใช้เพื่อผ่าทางตันในการเจรจา โดยการริเริ่มด้วยตนเองฝ่ายเดียวก่อน แผนลดกำลังรบฝ่ายเดียวนี้ มีรากฐานมาจากข้อสมมติฐานที่ว่า ทั้งสองฝ่ายที่แข่งขันการสะสมอาวุธกันอยู่นี้ล้วนแต่อยากจะลดกำลังรบด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่ลดไม่ได้ก็เพราะความกลัว ความตึงเครียด และความไม่ไว้วางใจกันจึงต้องแสวงหาความมั่นคงโดยเพิ่มพูนอาวุธยุทธภัณฑ์ให้มากเข้าไว้ พวกยึดถือทฤษฎีลดกำลังรบฝ่ายเดียวนี้ มีความเห็นว่า ควรจะแสดงเจตจำนงในทางสันติมากกว่าจะมาใช้ลมปากพูดจากัน และพวกนี้มีความเชื่อว่า การลดกำลังรบฝ่ายเดียวนี้จะทำให้การแข่งกันสะสมอาวุธยุติเสียได้ โคยจะไปกระตุ้นให้อีกฝ่ายหนึ่งตอบสนองต่อการริเริ่มการลดกำลังรบของตนตามมา

ความสำคัญ ผู้ที่ให้การสนับสนุนการลดกำลังรบฝ่ายเดียวนี้ มีตั้งแต่กลุ่มผู้ใฝ่สันติภาพเรื่อยไปจนถึงพวกนักปราชญ์นักวิชาการและผู้นำทางการเมือง ซึ่งมองเรื่องการลดกำลังรบฝ่ายเดียวนี้ในแง่ของนโยบายรักษาผลประโยชน์ของชาติยิ่งเสียกว่าในแง่ปัญหาทางด้านศีลธรรม พวกที่ยึดแนวความคิดแบบอุดมคตินิยมคือกลุ่มใฝ่หาสันติภาพนี้มีความเชื่อว่า ควรจะใช้นโยบายต่อต้านทางอ้อม(โดยยับยั้งการสะสมอาวุธ)อย่างต่อเนื่องเท่านั้น ในกรณีที่ฝ่ายลดกำลังรบฝ่ายเดียวถูกเอารัดเอาเปรียบ ส่วนพวกที่มีแนวความคิดแบบสัจนิยมก็มีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า หากการริเริ่มลดกำลังรบฝ่ายเดียวนี้มิได้รับการตอบสนองจากอีกฝ่ายหนึ่ง หรืออีกฝ่ายหนึ่งได้ถือโอกาสฉกฉวยเอาเรื่องนี้ไปสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันสะสมอาวุธขึ้นมา ฝ่ายที่ริเริ่มนั้นก็สามารถหันกลับมาดำเนินนโยบายแข็งกร้าวได้ทัน กลุ่มที่ยึดแนวทางแบบสัจนิยมนี้เห็นว่า การลดกำลังรบฝ่ายเดียวนี้ เป็นเพียงตัว “กระตุ้นทางจิตวิทยา “ ที่ไปช่วยกระตุ้นให้มีการเจรจาลดกำลังรบสองฝ่ายจากการที่ได้เห็นอีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาดีออกมาให้เห็นก่อน ในการเข่งขันสะสมอาวุธกันในปัจจุบันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้สะสมนิวเคลียร์และอาวุธที่มีอานุภาพมากอื่น ๆ ไว้มากมาย ซึ่งถึงแม้ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะลดกำลังรบโดยฝ่ายเดียว อย่างไรเสียฝ่ายนี้ก็ยังมีอานุภาพพอที่จะทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่งได้อยู่ดี ถึงแม้ว่าข้อเสนอให้ลดกำลังรบฝ่ายเดียวนี้มุ่งจะให้เป็นทางเลือกแทนการแข่งขันการสะสมอาวุธ แต่ก็เป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมของการแข่งขันการสะสมอาวุธที่ไร้เหตุผลเป็นที่สุด ดังนั้น จึงมิได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวทางนโยบายจากผู้นำของชาติต่าง ๆ ที่มัวแต่คิดถึงเรื่องความมั่นคงแห่งชาติอยู่ท่าเดียว